pendik escort
antalya bayan escort
replica watches
huluhub.com
beylikduzu escort porno izle
Register / Login   
     
 
ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า : ข่าว  
Menu Link
   

ราคา ข้อมูล กฎหมาย บทความ

 
 
Text/HTML
   
 
 
ข่าว
   

Current Articles | Categories | Search | Syndication

Thursday, March 26, 2020
(29 พ.ย. 62) สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยต้อนรับและให้สัมภาษณ์กับผู้แทนบริษัทอาร์แอนด์เอ บริการข้อมูล จำกัด
By tfma @ 4:56 PM :: 66 Views :: 2 Comments :: :: ข่าวกิจกรรมสมาคม
 

คุณบุญธรรม อร่ามศิริวัฒน์ เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้ต้อนรับและให้สัมภาษณ์ Mr.Ryosuke Yasuda, Managing Director จากบริษัทอาร์ แอนด์ เอ บริการข้อมูล จำกัด ในวันวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2562 เวลา 15.30-16.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญของการสัมภาษณ์ได้ ดังนี้

1. วัตถุประสงค์ของการขอสัมภาษณ์: เพื่อนำข้อมูลไปเขียนรายงานและตีพิมพ์ลงในนิตยสารขององค์กรและประชาสัมพันธ์ให้ผู้สนใจในประเทศญี่ปุ่นได้รับทราบ

2. ข้อมูลผู้ขอสัมภาษณ์: บริษัทอาร์ แอนด์ เอ บริการข้อมูล จำกัด เป็นบริษัทบริการข้อมูลด้านการเกษตรให้กับหน่วยงานราชการและเอกชนของญี่ปุ่น ปัจจุบันทำหน้าที่จัดทำรายงานให้กับ Agriculture and Livestock Industry Corporation (ALIC) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่กำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ของประเทศญี่ปุ่น

3. ประเด็นสัมภาษณ์
3.1 สถานการณ์การผลิตและส่งออกสินค้าเนื้อไก่: เนื่องจากทางญี่ปุ่นเห็นว่าในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยส่งออกสินค้าเนื้อไก่ขยายตลาดไปยังประเทศจีนเพิ่มมากขึ้น จึงขอรับทราบถึงสาเหตุและการคาดการณ์ในอนาคตว่าจะมีการเพิ่มการผลิตเพื่อส่งออกสินค้าไก่เนื้อหรือไม่ อย่างไร

คุณบุญธรรมฯ ได้ชี้แจงในข้อซักถามข้างต้น ดังนี้
1. ประเทศคู่ค้าสินค้าเนื้อไก่ที่สำคัญของไทยคือ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าเนื้อไก่ไปยังประเทศจีนได้มากขึ้นในปีนี้ เป็นผลจากการระบาดของโรค ASF (African Swine Fever) ทั้งในจีน และประเทศเพื่อนบ้านของไทยซึ่งกระทบปริมาณการผลิตเนื้อหมู ทำให้ชาวจีนโดยเฉพาะในเขตมณฑลที่มีการระบาดของโรค ASF ส่วนหนึ่งต้องหันมาบริโภคและนำเข้าเนื้อไก่จากไทยเป็นสินค้าทดแทน

2. คาดการณ์ตัวเลขการผลิตไก่เนื้อน่าจะเพิ่มขึ้นจากปี 2562 อย่างน้อยร้อยละ 10 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ไทยส่งออกสินค้าเนื้อไก่ได้มากขึ้น และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากการบริโภคสินค้าเนื้อไก่ภายในประเทศเองเพื่อทดแทนเนื้อหมู

3.2 สถานการณ์การผลิตและส่งออกสินค้าเนื้อสุกร: ขอรับทราบผลกระทบที่เกิดโรคระบาด ASF ต่อสินค้าเนื้อหมู รวมถึงทิศทางการตลาดของไทยในอนาคตต่อสินค้าเนื้อหมู
คุณบุญธรรมฯ ให้ข้อมูลสถานการณ์ ASF และแนวทางการรับมือ พร้อมทั้งการคาดการณ์การส่งออก ดังนี้

1. สืบเนื่องจากการระบาดของเชื้อ ASF ในประเทศจีน และเพื่อนบ้านของไทยในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า และฟิลิปปินส์ ส่งผลให้ผลผลิตสินค้าเนื้อหมูโดยรวมลดลง และคาดว่าจะส่งผลไปจนถึงในปี 2563

2. สำหรับประเทศไทย ถึงแม้ปัจจุบันยังไม่ได้มีการประกาศจากภาครัฐเรื่องการระบาดของโรค ASF ในสุกร แต่รัฐบาลก็ได้ประกาศเขตเฝ้าระวังการระบาดของโรค ASF ในสุกร ในประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น 27 เขต โดยผลจากการระบาดของ ASF ในประเทศเพื่อนบ้านตามเขตชายแดนที่ต่อกับไทยนั้น ส่งผลให้ภาครัฐเข้มงวดกับฟาร์มเลี้ยงหมูขนาดเล็ก เนื่องจากฟาร์มขนาดเล็กไม่มีระบบการจัดการ biosecurity ที่ดี อีกทั้งวัคซีนที่จะป้องกันโรค ASF ก็ยังคงอยู่ในช่วงการวิจัย จึงทำให้ฟาร์มหมูขนาดเล็กในไทย (ซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 20 ของภาคการผลิตในประเทศ) ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด

3. สำหรับฟาร์มหมูขนาดกลางและขนาดใหญ่มีที่ระบบ biosecurity นั้น ก็ไม่สามารถที่จะผลิตสินค้าเนื้อหมูทดแทนฟาร์มขนาดเล็กที่ปิดตัวลงได้ เนื่องจากถือเป็นช่วงเวลาของการปรับตัวและพัฒนาระบบ biosecurity ให้ได้มาตรฐานสากลจริงๆ ดังนั้นคาดการณ์ว่าสินค้าเนื้อหมูทั้งในระยะสั้นและระยะกลางจะยังไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ โดยจากเดิมที่คาดว่าน่าจะมีผลผลิตลดลงร้อยละ 2 แต่เมื่อมีการระบาดในประเทศเพื่อนบ้านจึงน่าจะลดลงไปถึงร้อยละ 3-5 จากปี 2562 

4. สำหรับข้อซักถามที่ว่า หากในปี 2563 หากประเทศไทยยังไม่พบการระบาดของเชื้อ ASF ในสุกรนั้น สินค้าเนื้อหมูของไทยจะมีแนวโน้มผลผลิตที่เพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น จำเป็นต้องดูที่สามปัจจัยคือ (1) การพัฒนาของวัคซีนว่าได้ผลสัมฤทธิ์หรือไม่  (2) ฟาร์มขนาดกลางและขนาดใหญ่สามารถพัฒนาระบบ biosecurity ได้มากน้อยเพียงใด และ (3) สามารถดึงฟาร์มขนาดเล็กเข้าสู่ห่วงโซ่สายพานการผลิตที่มีมาตรฐานเทียบฟาร์มขนาดกลางและใหญ่ได้หรือไม่ ซึ่งทั้งสามปัจจัยนี้จำเป็นต้องใช้เวลา จึงคาดว่าผลผลิตสินค้าเนื้อหมูในระยะกลางน่าจะไม่เพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาวอาจกระเตื้องขึ้นถ้าภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวได้  

2.3 สถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ ขอรับทราบความคิดเห็นต่อวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีอยู่ปัจจุบันว่ามีปริมาณพอเพียงหรือไม่ โดยเฉพาะหากมีการส่งออกสินค้าปศุสัตว์มากขึ้น จะกระทบต่อเรื่องของวัตถุดิบอาหารสัตว์อย่างไร รวมถึง ขอรับทราบนโยบายการช่วยเหลือเรื่องวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่นโครงการข้าวโพดหลังนา ว่าหากรัฐบาลหยุดสนับสนุนจะส่งผลกระทบเชิงลบหรือไม่
   
คุณบุญธรรมฯ อธิบายโครงสร้างวัตถุดิบอาหารสัตว์และชี้แจงข้อมูลต่อข้อซักถาม ดังนี้
1. ในการผลิตอาหารสัตว์ 20 ล้านตัน ประเทศไทยใช้วัตถุดิบในประเทศคิดเป็นร้อยละ 50 และนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศอีกร้อยละ 50

2. ในส่วนของวัตถุดิบข้าวโพดเพื่อใช้ผลิตเป็นอาหารสัตว์ ภาคอุตสาหกรรมต้องการใช้ในปริมาณ 8 ล้านตัน ซึ่งที่ผ่านมา ไทยสามารถผลิตข้าวโพดได้เองประมาณ 5 ล้านตัน ดังนั้นส่วนที่ขาดอีกประมาณ 3 ล้านตัน จึงต้องใช้วิธีทดแทน ดังนี้
(1) นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ประมาณ 5-6 แสนตัน แต่ทั้งนี้ การนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านสามารถนำเข้าโดยเสรีเฉพาะระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม ส่วนการนำเข้าระหว่างเดือนกันยายนไปจนถึงเดือนมกราคมนั้น จำเป็นต้องขายผ่านกระทรวงพาณิชย์
(2) ใช้ข้าวสาลีทดแทนข้าวโพด ซึ่งการนำเข้าข้าวสาลีนั้น ประเทศไทยติดมาตรการ 3:1 คือ ผู้นำเข้าจะถูกบังคับซื้อข้าวโพดภายในประเทศก่อน 3 กก. จึงจะสามารถนำเข้าข้าวสาลีได้ 1 กก. ซึ่งจากมาตรการนี้ ทำให้ไทยนำเข้าข้าวสาลีมาใช้ทดแทนข้าวโพดได้ปีละประมาณ 2 ล้านตัน (1.8-1.9 ล้านตัน)
(3) ใช้พืชอื่นๆ ที่สามารถทดแทนข้าวโพด เช่น มันสำปะหลังผสมกากถั่วเหลือง ที่ผ่านมาใช้ประมาณ 0.3-0.4 ล้านตัน

3. จากข้อซักถามที่ว่า หากในปี 2563 ประเทศไทยต้องการผลิตอาหารสัตว์มากขึ้นเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมการส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์นั้น จะมีปัญหาเรื่องวัตถุดิบที่ไม่พอเพียงหรือไม่ ในชั้นนี้ ปัจจัยหลายประการ เช่น ข้าวโพดจากเพื่อนบ้าน (ลาว พม่า กัมพูชา) ซึ่งเดิมเคยส่งออกไปยังจีนตอนใต้ ณ ปัจจุบันติดมาตรการบางอย่างของจีน ทำให้ส่งออกไปจีนไม่ได้ ประเทศเพื่อนบ้านจึงส่งออกมายังไทยมากขึ้น ดังนั้น จากเดิมในปี 2562 ที่เคยนำเข้าจากเพื่อนบ้านได้ประมาณ 5-6 แสนตันนั้น ในปี 2563 อาจจะสามารถนำเข้าได้สูงขึ้นเป็น 6-7 แสนตัน / เช่นเดียวกับราคากากถั่วเหลืองที่ถูกลง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีทางเลือกในการใช้วัตถุดิบ โดยสามารถนำกากถั่วเหลืองมาผสมกับมันสำปะหลังใช้ทดแทนข้าวโพดได้เช่นกัน ดังนั้นในภาพรวม จึงเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาวัตถุดิบที่ไม่เพียงพอหากภาคการผลิตมีการขยายตัว

4. ในส่วนของโครงการข้าวโพดหลังนา ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาทำการเพาะปลูกข้าวโพดแทนข้าว เนื่องจากใช้ทรัพยากรน้ำในการเพาะปลูกน้อยกว่านั้น โดยก่อนหน้านี้ เกษตรกรเพาะปลูกได้ผลผลิตประมาณ 3 แสนกว่าตัน แต่เมื่อมีรัฐเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นคือได้ประมาณ 6 แสนตัน อย่างไรก็ตาม ภาครัฐสนับสนุนโครงการข้าวโพดหลังนามาแล้วทั้งสิ้น 3 ชุด  แต่ขณะนี้หยุดให้การสนับสนุน เนื่องจากมองว่าภาคเอกชนและเกษตรกรสามารถเดินต่อได้เองได้ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังมีข้อยกเว้นในการให้ความช่วยเหลือหากเกษตรกรเผชิญภาวะน้ำแล้งหรือทรัพยากรน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนให้เกษตรกรหันไปปลูกข้าวโพดแทนข้าว ผ่านการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและให้ชำระคืนในกำหนดเวลาที่ยาวขึ้น

5. นอกจากนี้ รัฐบาลได้เริ่มเดินหน้าโครงการประกันรายได้ในกลุ่มสินค้าข้าว ปาล์ม ยางพารา ซึ่งขณะนี้ เอกชนพยายามผลักดันให้เกิดในสินค้าข้าวโพดและมันสำปะหลัง ซึ่งจากนโยบายและโครงการต่างๆเหล่านี้ ถือเป็นหลักประกันที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าของไทยได้ ว่าภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทยน่าจะไม่มีปัญหาในเรื่องวัตถุดิบที่ไม่พอเพียง

2.4 สถานการณ์การประกาศยกเลิกการใช้สามสารเคมี ขอรับทราบความเห็นสมาคมฯ ภายหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ไม่แบน 3 สารเคมีเกษตร โดยกำหนดให้ไกลโฟเซต (glyphosate) เป็นสารเคมีที่อนุญาตให้ใช้โดยมีการควบคุม ขณะที่ พาราควอต (paraquat) และคลอร์ไพริฟอส (chlorpyrifos) ให้ยืดอายุการใช้ไปอีกหกเดือนแล้วจึงพิจารณาอีกครั้ง

คุณบุญธรรมฯ ชี้แจงข้อกังวลและข้อเสนอแนะในประเด็นปัญหาการแบนสามสารเคมี ดังนี้
1. จากข้อเท็จจริงที่ว่า ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญรายใหญ่ของโลกซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยทั้งหมด อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนนาดา บราซิล อาร์เจนตินา ยูเครน รัสเซีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ต่างใช้สารเคมีสามตัวนี้ในการทำการเกษตร ซึ่งย่อมส่งผลโดยตรงต่อสินค้าที่ไทยนำเข้าเพื่อมาใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยสินค้าตัวที่ไทยได้รับผลกระทบมากคือ ถั่วเหลืองและข้าวสาลี ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าสินค้าถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง และข้าวสาลีปีละกว่า 8 ล้านตัน (ร้อยละ 50 มาจากบราซิล ที่เหลือจากสหรัฐฯและอาร์เจนตินา) โดยที่ผ่านมาไทยนำเข้าตามการกำหนดค่า MRL (Maximum Residue Limit) โดยมกอช. คือกำหนดไกรโฟเซตที่ 20 ppm. ทั้งนี้ในส่วนของสารไกรโฟเซตที่ไม่แบนเพียงแต่ควบคุมการใช้ ทำให้สมาคมฯคลายความกังวลไปได้

2. ในส่วนของสารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสที่ยังคงต้องรอฟังการพิจารณาในอีก 6 เดือนข้างหน้านั้น ทางสมาคมฯ ต้องการความชัดเจนจากภาครัฐ โดยการกำหนดค่าใดๆก็ตามเพื่อใช้ในการนำเข้านั้น จำเป็นต้องใช้เกณฑ์มาตรฐาน

3. ในส่วนเฉพาะของอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์มีคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งกำลังศึกษาค่า Maximum Toxicity ว่าอยู่ที่ปริมาณเท่าใด เพื่อพิสูจน์ทราบว่า (1) สัตว์เลี้ยงบริโภคเข้าไปแล้วไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต (2) เนื้อสัตว์ที่คนบริโภคไปก็ต้องไม่มีสารตกค้างที่มีผลต่อสุขภาพคน ซึ่งคาดว่าผลการศึกษาน่าจะมีความชัดเจนในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 

3. สิ่งที่ดำเนินการต่อไป
คุณบุญธรรมฯ ได้สรุป พร้อมทั้งฝากข้อเสนอแนะในเชิงความร่วมมือกับ Mr.Yasuda ดังนี้
1. ฝากให้บริษัท R&A เชื่อมั่นในภาพรวมสถานการณ์อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทยว่าจะยังคงส่งออกได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องการลดลงของปริมาณการผลิตอย่างมีนัยยะ (กรณีสินค้าเนื้อหมู) ผลกระทบด้านวัตถุดิบที่ไม่พอเพียง (กรณีข้าวโพด) ปัญหาสุขอนามัย (กรณีโรค ASF) รวมถึงกฎระเบียบภายในประเทศไทยเอง

2. ในส่วนของโรค ASF ที่ระบาดในสุกรนั้น ถือเป็นสัญญาณ (wake-up call) สำหรับอุตสาหกรรมสุกร เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมไก่ในช่วงปี 2547 ที่เผชิญการระบาดของโรคไข้หวัดนก เนื่องจากอุตสาหกรรมไก่หันมาปรับตัวโดยตระหนักถึงการดึงทุกส่วนของห่วงโซ่การผลิตที่เกี่ยวข้องไม่ว่าเล็กหรือใหญ่เข้ามาเป็นส่วนที่เชื่อมต่อกันในสายพานของอุตสาหกรรม การสร้างระบบฟาร์มปิดควบคู่กับการพัฒนาระบบ biosecurity รวมถึงหันมาพัฒนาสินค้าอาหารแปรรูปเพื่อการส่งออกมากขึ้น เป็นต้น ดังนั้น ในระยะของการปรับตัวของอุตสาหกรรมสุกรภายใต้ช่วงเวลาของการระบาดของเชื้อ ASF นี้ หากภาคอุตสาหกรรมสามารถผ่านวิกฤตและสร้างระบบการผลิตได้เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมไก่ ก็จะเป็นผลดีในระยะยาว 

3. ทั้งนี้จากข้อ (2) ตนจึงของฝากประเด็นนี้ไปยังภาครัฐของญี่ปุ่น เนื่องจากในช่วงการปรับตัวของอุตสาหกรรมไก่ รัฐบาลญี่ปุ่นมีส่วนช่วยในการเข้ามาพัฒนาทำ integration ของสินค้าไก่ โดยเฉพาะการให้ความรู้เรื่องการพัฒนาสินค้าโดยเพิ่ม value added ให้กลายเป็น further product  ซึ่งในกรณีอุตสาหกรรมสุกร หากรัฐบาลญี่ปุ่นเข้ามาช่วยผ่านโครงการความร่วมมือก็น่าจะเป็นประโยชน์กับไทย โดยเฉพาะสมาชิกของสมาคมฯ เป็นอย่างมาก

4. ขอรับทราบข้อมูลด้านกฎระเบียบของประเทศญี่ปุ่นเพิ่มเติม เพื่อนำส่งเป็นข้อมูลให้สมาชิกสมาคมฯ รับทราบ ดังนี้
(1) เนื่องจากญี่ปุ่นเอง ก็เป็นประเทศที่มีการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น ถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง จึงขอรับทราบว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมีการกำหนดค่าสารตกค้าง (MRL) หรือไม่
(2) ญี่ปุ่นเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าเนื้อไก่ จึงขอรับทราบมาตรการด้านสุขอนามัยว่าในอนาคตจะมีมาตรการตรวจสอบการนำเข้าเพิ่มขึ้น หรือไม่ อย่างไร

Rating
Comments
By novel online @ Thursday, May 28, 2020 8:47 AM
Thanks for the article information of the author, it was very helpful to me.

By tomhiddleston24 @ Wednesday, July 01, 2020 11:05 AM
Thanks for sharing the good information with us. I like your post and have bookmarked it so I can come back to read this great article again. I appreciate you sharing it. <a href="https://mapquestdirectionss.com">mapquest directions</a>

Click here to post a comment
 
 
สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย

43 ไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 17 ห้อง 170 ถ.สาทรใต้ ยานนาวา สาทร กทม. 10120
โทรศัพท์ : 02-6756263-4 โทรสาร : 02-6756265
อีเมล์ : tfma44@yahoo.com
Copyright 2008 by Thai Feed Mill Association