pendik escort
antalya bayan escort
replica watches
huluhub.com
beylikduzu escort porno izle
Register / Login   
     
 
ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า : ข่าว  
Menu Link
   

ราคา ข้อมูล กฎหมาย บทความ

 
 
Text/HTML
   
 
 
ข่าว
   

Current Articles | Categories | Search | Syndication

Wednesday, March 25, 2020
(31 ต.ค. 62) สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยให้การต้อนรับทูตเกษตรบราซิลพร้อมทั้งประชุมหารือเรื่อง “ผลกระทบจากการห้ามใช้สารเคมี 3 ชนิด”
By tfma @ 11:06 PM :: 71 Views :: 1 Comments :: :: ข่าวกิจกรรมสมาคม
 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม 2562 สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย โดยคุณพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล (นายกสมาคม),  คุณบุญธรรม  อร่ามศิริวัฒน์ (เลขาธิการสมาคม), คุณสมภพ เอื้อทรงธรรม (รองเลขาธิการสมาคม), คุณอภิชาติ เอี่ยมบาง คุณนภสินธุ์ สินธนาพรชัย และคุณนพวรรณ ฉลองพันธรัตน์ เป็นผู้ให้การต้อนรับ Dr. Maria Eduarda De Serra Machado ,Agricultural Attache และคุณภาพตะวัน จิวัธยากูล,Technical Assistant  จากสถานทูตบราซิลประจำประเทศไทย ที่ขอเข้าพบปะหารือในประเด็น (ร่าง) ประกาศการห้ามใช้สารเคมี 3 ชนิด เพื่อขอรับทราบถึงสถานการณ์ ประเด็นปัญหาหลักๆ และการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากประกาศการแบนสามสารเคมี พร้อมทั้งขอรับทราบความเห็นและจุดยืนของสมาคมฯ ต่อประเด็นปัญหาข้างต้น ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญของการหารือได้ ดังนี้

ข้อเท็จจริง
1. เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้มีมติเห็นชอบต่อ (ร่าง) ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2562

2. (ร่าง) ประกาศดังกล่าว มีเนื้อหาสำคัญอยู่ที่ การกำหนดให้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต (paraquat),      ไกลโฟเซต (glyphosate) และคลอร์ไพรีฟอส (chlorpyrifos) เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลให้ห้ามใช้ จำหน่าย นำเข้า และมีไว้ในครอบครอง ซึ่งหมายความว่า หากมีการตรวจสอบ   (1) ผลผลิตสินค้าเกษตรภายในประเทศจะต้องมีค่าสารตกค้างของสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้เท่ากับศูนย์ และ (2) การนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศก็จะต้องมีค่าสารตกค้างของสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้เป็นศูนย์เช่นกัน

3. ผลการสำรวจจากประเทศทั่วโลก พบว่ามีจำนวน 161 ประเทศที่ใช้สารไกลโฟเซตในการทำเกษตรกรรม ขณะที่มีเพียง 9 ประเทศ ประกอบด้วย เบอร์มิวดา เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ (ทวีปอเมริกา) โอมาน คูเวต ซาอุดิอาระเบีย กาต้าร์ บาห์เรน อาหรับเอมิเรตส์ (ตะวันออกกลาง) และเวียดนาม (เอเชีย) ที่ไม่ใช้สารไกลโฟเซตในการทำเกษตรกรรม

ข้อคิดเห็นจากผู้แทนสมาคมฯ ต่อผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายหลัง (ร่าง) ประกาศฯ มีผลบังคับใช้
1. สำหรับไทย ผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจาก (ร่าง) ประกาศฉบับนี้ คือ
(1) เกษตรกรไทย เนื่องจาก การห้ามไม่ให้ใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ จะส่งผลต่อรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้นจากค่าสารเคมีตัวอื่นที่นำมาใช้ทดแทนซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า นอกจากนี้ ยังมีรายจ่ายในเรื่องการจัดการวัชพืช (weed control) ตลอดจนความเสียหายของจำนวนผลผลิตต่อไร่ที่ลดน้อยลง
(2) กลุ่มผู้นำเข้า เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่า ในจำนวน 161 ประเทศที่มีการใช้สารไกลโฟเซตในการทำเกษตรกรรมนั้น ล้วนมีสถานะเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญรายใหญ่ของโลกและยังเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยทั้งหมด อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนนาดา บราซิล อาร์เจนตินา ยูเครน รัสเซีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งย่อมส่งผลโดยตรงต่อสินค้าที่ไทยนำเข้าเพื่อมาใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ได้แก่ กลุ่มสินค้าเมล็ดและกากถั่วเหลือง ข้าวสาลี rapeseed meal และวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นๆ  
- ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าสินค้าถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง และข้าวสาลีปีละกว่า 7 ล้านตัน (ร้อยละ 50 มาจากบราซิล ที่เหลือจากสหรัฐฯและอาร์เจนตินา / ขณะที่สินค้า GM ไทยนำเข้ามาจากสหรัฐฯเป็นส่วนใหญ่) ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนใช้สารไกลโฟเซต จึงมีโอกาสที่จะมีสารตกค้างในวัตถุดิบและสินค้านำเข้าอย่างแน่นอน

2. นอกจากนี้ ในขั้นตอนการนำเข้า ภาคธุรกิจมีกระบวนการวางแผนและสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าอย่างน้อย 4-6 เดือน ดังนั้น หาก (ร่าง) ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ย่อมจะกระทบต่อวัตถุดิบที่สั่งซื้อไว้ล่วงหน้าในทันที

3. ปัจจุบัน ได้รับแจ้งว่า บริษัท ห้องปฎิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด  (Central Lab Thai) เป็นเพียงหน่วยงานเดียวที่สามารถตรวจสอบค่าสารพิษตกค้างสูงสุดที่ค่าศูนย์ แต่ทั้งนี้ (1) ยังไม่ทราบว่าทำได้จริงหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมา ไม่เคยมีการตรวจสอบสารพิษตกค้างที่ค่าสูงสุดอยู่ที่ร้อยละศูนย์ และ (2) หากตรวจสอบได้จริง ก็จะประสบปัญหาการตรวจสอบปริมาณมากจากการนำเข้าของทุกบริษัทไปยัง Central Lab เพียงบริษัทเดียว

4. สิ่งที่สมาคมฯ ได้ดำเนินการ คือ
(1) จัดทำหนังสือสอบถามสมาชิกถึงผลกระทบต่อ (ร่าง) ประกาศฯ เพื่อจัดทำเป็นหนังสือเสนอภาครัฐ ต่อไป
(2) ประสานสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อสอบถามสมาชิกถึงผลกระทบที่จะได้รับจาก (ร่าง) ประกาศฯ

5. ท่าทีของสมาคมฯ ต่อ (ร่าง) ประกาศฯ คือ
(1) ท่าทีสูงสุด คือ ยกเลิกประกาศฯ
(2) ท่าที่รอง คือ ชะลอการบังคับใช้ประกาศและชี้แจงเหตุผลการห้ามใช้สารเคมีฯ (ต่อประเทศคู่ค้า –  หากไทยถูกประเทศคู่ค้าทักท้วง) โดยภาครัฐต้องอ้างอิงงานวิจัยบนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สมเหตุสมผลและงานวิจัยที่ใช้อ้างอิงต้องเป็นงานวิจัยของไทย ไม่ใช่อ้างอิงจากผลการศึกษาของต่างประเทศ

6. ทั้งนี้ สมาคมฯ เสนอให้สถานทูตบราซิลประสานไปยังสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว เพื่อหารือและรับทราบข้อมูลเพื่อจัดทำท่าทีในการเจรจาระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ต่อไป  ทั้งนี้ สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว ถือว่ามีสมาชิกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก (ร่าง) ประกาศฯ ดังกล่าว

ข้อคิดเห็นและข้อเสนอจากทูตเกษตรบราซิล ต่อประเด็นปัญหา (ร่าง) ประกาศฯ
1. ต่อประเด็นข้อซักถามว่าบราซิลได้ดำเนินการอย่างไรในประเด็นปัญหาเรื่องนี้บ้างนั้น
(1) ในระดับทวิภาคี ในฐานะที่บราซิลเป็นผู้ส่งออกถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองรายใหญ่มายังไทย ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดี และได้ทำหนังสือมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยแล้ว โดยใจความสำคัญ คือ (1) การแสดงความกังวลต่อ (ร่าง) ประกาศฯ ที่คณะกรรมการฯ ลงมติโดยไม่ได้มีการให้เวลาทำการศึกษาถึงความเป็นอันตรายของสารเคมีทั้ง 3 ชนิดอย่างมีระยะเวลาอันสมควร รวมถึงการไม่มีข้อมูลอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Base) ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ขาดความถ้วนถี่ของข้อมูล อันมีผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรและภาคธุรกิจของไทย (2) เสนอแนะให้หน่วยงานของไทยอ้างอิงหลักความปลอดภัยตามมาตรฐาน Codex ซึ่งมีการระบุค่า MRL (Maximum Residue Limits) ของพืชเกษตรแต่ละชนิดไว้แล้ว
 (2) ในระดับพหุภาคี บราซิลได้ยื่นเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในกรอบ WTO แล้ว โดยผ่านการประชุมคณะกรรมการ SPS ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน

2. ต่อประเด็นข้อซักถามว่าหากท้ายสุด (ร่าง) ประกาศมีผลบังคับใช้และบังคับให้มีการตรวจสอบ ทางบราซิลสามารถตรวจสอบค่าสารพิษตกค้าง ตลอดจนออกหนังสือรับรองให้ได้หรือไม่นั้น
(1) ทูตเกษตรชี้แจงว่า หากจำเป็นต้องทำ ก็คงจะทำได้ แต่ค่าใช้จ่ายของการตรวจสอบจะส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรส่งออกสูงขึ้นสองถึงสามเท่าตัว ซึ่งจะกลายเป็นภาระของผู้นำเข้าจากประเทศไทยเอง หรือ
(2) หากบราซิลกันพื้นที่เพราะปลูกส่วนหนึ่งโดยห้ามไม่ให้ใช้สารไกลโฟเซต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งออกมาขายเฉพาะประเทศไทย  เกษตรกรบราซิลในแปลงเพาะปลูกนั้นๆจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเรื่องสารเคมีที่นำมาใช้ทดแทน ค่าการควบคุมวัชพืช และผลผลิตที่หายไปต่อไร่ ดังนั้น ท้ายที่สุด ผลกระทบ คือ การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเกษตรส่งออกซึ่งอาจสูงขึ้นสองถึงสามเท่าตัว (หรือมากกว่านั้น) ซึ่งจะกลายเป็นภาระของผู้นำเข้าจากประเทศไทยเองเช่นกัน / ซึ่งในกรณีนี้ รัฐบาลบราซิลไม่มีความสนใจที่จะปฏิบัติเช่นนั้น

3. สิ่งที่จะดำเนินการต่อไป
(1) หารือกับภาครัฐให้อ้างอิงหลักความปลอดภัยของการตรวจสอบค่าสารตกค้างสูงสุดตามมาตรฐาน Codex
(2) หารือกับภาครัฐว่าการออกประกาศใดๆก็ตาม ควรมีผลการศึกษาที่อิงหลักทางวิทยาศาสตร์
(3) ขณะนี้ กรมวิชาการเกษตรของไทยมีการรับฟังประชาพิจารณ์ ซึ่งจะปิดรับฟังความคิดเห็นภายในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 ทางสมาคมฯ สามารถให้สมาชิกเสนอความคิดเห็นต่อ (ร่าง) ประกาศฯ ผ่านช่องทางนี้ได้

Rating
Comments
By UA Yeezy Antlia Non-Reflective @ Friday, April 10, 2020 10:13 AM
The negative revisions trend is broad based, with estimates for 15 of the 16 Zacks sectors coming down. The Utilities sector is the only that has experienced a very modest increase in estimates.

Click here to post a comment
 
 
สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย

43 ไทยซีซีทาวเวอร์ ชั้น 17 ห้อง 170 ถ.สาทรใต้ ยานนาวา สาทร กทม. 10120
โทรศัพท์ : 02-6756263-4 โทรสาร : 02-6756265
อีเมล์ : tfma44@yahoo.com
Copyright 2008 by Thai Feed Mill Association